ในบ้านเรานั้น ผมไม่แน่ใจนักว่า จะมทีพ่อแม่ซักกี่คน ที่จะเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ ของคำว่า "พัฒนาการและการเลี้ยงลูก" ให้เหมาะสม แต่มองจากประสบการณ์หลายปี ที่คลุกคลีอยู่กับเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากมายนั้น เห็นได้ชัดว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้น ยัง
"ไร้ทิศทาง"
ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในเรื่องพัฒนาการ หนักไปกว่านั้น ที่คนใกล้ชิดนี่แหละ ที่ กลายเป็นคน
"ขัดขวางพัฒนาการ"
ของลูกไปเสียเอง เพราะ
"ยึดติด"
สืบทอด ทัศนคติของตนเอง หรือ วิธีการเลี้ยงดูอบรมมาจากคนรุ่นก่อน ที่ตนเองก็ไม่เคยคิดไตร่ตรอง ว่าถูกต้องหรือไม่ ส่งผลกระทบอย่างไร และ
"หลงทาง"
ไปกับภาวะการแข่งขัน และค่านิยมความเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ ที่เน้นหนักไปแต่เรื่อง "การศึกษา" จนทำให้ละเลยสิ่งยิ่งกว่า ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนๆหนึ่งมีความสุข หรือสำเร็จได้ง่ายกว่า คนที่มุ่งไปแต่กับการเรียน
แต่ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดลงไป ผมอยากจะออกตัวไว้ก่อนว่า จากประโยคด้านบน ผมไม่ได้มีความคิดต่อต้าน หรือมองว่า คนเราไม่ควรเรียนหนังสือนะครับ อย่าเข้าใจผิดนะครับ แต่กลับกัน การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับชีวิต เพียงแต่ มันมีอะไรบางอย่าง ที่ดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล ในเรื่องที่ผู้ปกครองมองและเข้าใจ เกี่ยวกับ การศึกษา นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อสารออกไป
หากเราเทียบ คนกับตึกอาคาร พัฒนาการก็คงเทียบได้กับ โครงสร้างของตึก ผมคงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ ว่า โครงสร้างสำคัญยังไง ที่เราเห็นมีข่าว ตึกที่นั่นที่นี่ถล่ม เพียงแต่ โครงสร้างของคน มัน ซับซ้อนกว่า ตึก มันมีทั้งเรื่องอารมณ์ พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม หลายๆปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง และก็ควบคุมยากเสียด้วย
ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผมมีเกี่ยวกับ พัฒนาการและความเป็นไปของเด็ก และผลกระทบของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก มาสะท้อนให้ทุกคนเห็น เข้าใจ ปรับเปลี่ยน รวมถึงเรียนรู้หลายๆสิ่งไปพร้อมๆกัน เกี่ยวกับการสร้างคนๆหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่มือเก่า ญาติพี่น้อง พ่อแม่มือใหม่ ผู้นำกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ผมเชื่อว่าความรู้เหล่านี้ จะสร้างประโยชน์ได้อย่างแน่นอน
เพราะในปัจจุบันนั้น โลกและสังคมเราเปลี่ยนไปในทางรุนแรง ก้าวร้าว เห็นแก่ตัว แล้งน้ำใจ การเลียนแบบแต่ด้านลบ การตัดสิน แก้ปัญหาด้วยกำลังและความตาย หรือแม้กระทั่งหยิบยื่นความเจ็บปวดและความตายให้ผู้อื่น โดยที่ไม่รู้สึกผิดถูก การฉ้อโกง ดังนั้นเราทุกๆคนต้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบไปกับเรื่องเหล่านี้ และหาหนทางสร้างเด็กรุ่นใหม่ ให้เป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีงาม เพื่อช่วยกันรักษาสังคมที่น่าอยู่กันต่อไป
หากทุกคนเห็นภาพและเข้าใจ ในสิ่งที่ผมสื่อให้เห็น ผมเชื่อว่า เด็กหลายคน จะสามารถดึง พลังแฝง หรือ ศักยภาพ ออกมาใช้พัฒนาการชีวิตตนเอง ครอบครัว สังคม แม้กระทั่งโลกใบนี้ มากกว่า ที่เค้าจะโตขึ้น เป็นคนธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนความทุกข์ยาก (ในใจ) ความตึงเครียด การไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต หรือแค่เกิดมา มีสถานะเหมือนหุ่นเชิด ที่ต้องคอย
"เป็น ทำ มี"
ในสิ่งที่พ่อแม่คอยกำหนด กะเกณฑ์ เพียงเพื่อ
"เติมเต็มภาวะขาดของ พ่อแม่"
ซึ่งไม่ใช่ชีวิตของเด็กคนนั้นจริงๆ แล้ววันนึง เด็กคนนั้นก็แก่ลง และถ่ายทอด สิ่งที่ไม่สมบูรณ์มาจากพ่อแม่ไปสู่คนรุ่นถัดไป แล้วก็ตาย ส่งต่อ มรดก อะไรบางอย่าง แล้วก็พัฒนากันไปแต่ในส่วน สัญชาติญาณดิบ หรืออารมณ์ด้านลบเท่านั้น
เปิดใจ และ ไตร่ตรอง คือก้าวแรกที่ผมอยากให้มีพร้อมๆกันครับ
ครูเสก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
เปิดใจ และ ไตร่ตรอง คือก้าวแรกที่ผมอยากให้มีพร้อมๆกันครับ
ครูเสก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
No comments:
Post a Comment