Wednesday, April 15, 2015

ฟรี สัมมนาพัฒนาการเด็ก

เชื่อไหมครับว่า

ถึงความรู้ วิทยาการ ความก้าวหน้า

เทคโนโลยี ของโลกนี้

พัฒนาไปใกลแค่ไหน

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

และยังดูเหมือนจะถอยหลังลงคลอง

นั่นคือ

"ความเข้าใจในธรรมชาติ" ของตัวมนุษย์เอง

การขยับถอยหนี

ห่างใกลจากความเป็นตัวตน

ธรรมชาติของการเป็นคน

สิ่งเหล่านี้

นำปัญหาแปลกประหลาดมากมาย

มาสู่ชีวิตของเราๆท่านๆ

ทำให้ความสุขกลายเป็นของหายาก

หรือไม่มีจริง สำหรับหลายๆคน

โดยเฉพาะในโลกปัจจุบัน

ที่หลายคน ให้คำจำกัดความว่า

ชีวิต คือการแข่งขัน

ทำไมโลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน

แต่ทำไม กลับมีคนอีกหลายๆคน

มีความสุข สงบและความสำเร็จได้

มีรูปแบบชีวิตที่สวนทาง

กับสิ่งที่เป็นไป และความเข้าใจของคนส่วนใหญ่

อะไรคือ "สิ่ง" ที่คอยกำหนด

และกำกับชีวิตเรา

ผู้กำกับและบทภาพยนตร์ชีวิตเหล่านั้น

มาจากไหน ใครเป็นคนเขียน

มาร่วมกันค้นหาคำตอบ ที่จะเป็นหนทางเริ่มต้น

ไปสู่ ความสุข ที่หลายคนตามหา

กับสัมมนาพัฒนาการเด็ก

ที่เหมาะทั้งกับเด็กทุกวัย ผู้ใหญ่ทุกคน

ของดีและฟรี มีอยู่แล้วที่นี่

พบกันทุกวันอาทิตย์ ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน

ที่ลาน skate experience บิ้กซีดอนจั่น

ลงทะเบียนได้ที่ inbox

sppskate

แล้วพบกันครับ

ครูเสก

www.facebook.com/sppskate

Monday, February 23, 2015

"ต้นแบบ" สิ่งที่พ่อแม่ลืมเป็น ตอนที่ 1

     โดยธรรมชาติแล้ว พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการให้ลูก เป็นคนที่ดี เก่ง มีความสามารถ สามารถพัฒนาต่อยอดสิ่งต่างๆในชีวิตได้ รวมไปถึงการประสบความสำเร็จในชีวิต

       จึงเกิดค่านิยม การแข่งขัน และเทคนิค มากมาย เพื่อฝึกฝน พัฒนา เช่นการเรียน การอบรม ฝึกทักษะแทบทุกด้าน เพื่อให้ลูกเป็นดั่งใจฝัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นได้ในชีวิตประจำวันของเด็กส่วนใหญ่ ที่เวลาชีวิตส่วนใหญ่ คือ เรียนๆๆๆ แม้แต่กิจกรรมที่มีธรรมชาติในด้านช่วยผ่อนคลาย เช่นเล่นดนตรี กีฬา ก็ยังถูกเปลี่ยนจากการผ่อนคลายกลายเป็นหน้าที่ไป

     ก่อนที่จะลงลึกไปถึงรายละเอียด มีบางอย่างที่ต้องอธิบายให้เห็นภาพ นั่นคือ โดยธรรมชาติอีกเช่นกัน ที่เป็นเรื่อง คู่ตรงข้าม 

มีบน ก็มีล่าง
มีซ้าย ก็มีขวา
มีเล็ก ก็มีใหญ่
มีใน ก็มีนอก
มีดี มีเลว
มีรวย มีจน
มีเด่น มีด้อย

เป็นไปไม่ได้เลย ที่ธรรมชาติจะมีแค่ด้านใด ด้านหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีล่าง ก็ย่อมไม่มีบน 

แต่สำคัญไปกว่านั้น ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ตระหนัก ก็คือ 

       สิ่งที่มองไม่เห็น มักจะมีพลัง และส่งผลกับชีวิต มากกว่าสิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้ พลังแบบมหาศาลเสียด้วย

สำหรับคน 

       ปัจจัยที่อยู่ข้างใน ก็สำคัญกว่าปัจจัยภายนอก เช่นกัน เพราะสิ่งที่อยู่ภายใน ก็คือตัวกำหนด วิธีการดำเนินชีวิต ทัศนคติ อารมณ์ การมองโลก การแก้ปัญหา ฯลฯ 

สิ่งภายในที่มองไม่เห็น นั้นก็คือ

จิตใต้สำนึก 

และเพราะมันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ 

คนส่วนใหญ่ จึงละเลย พ่อแม่ส่วนใหญ่ ก็ละเลย 

และไปหวังพึ่ง กระบวนการ เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาเด็ก ที่มาจากภายนอก

แบบ 100%

สิ่งที่พ่อแม่มักทำเสมอ นั่นคือ วางแผนการเรียน

แต่

ลืม วางแผนชีวิต

พ่อแม่คิดอย่างเดียว ว่า

อยากให้ลูกเป็นอะไร นักธุรกิจ หมอ ทนายความ ว่ากันไปตามค่านิยม

แต่ไม่ได้วางแผน ที่จะให้ลูกเป็นคนยังไง มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตยังไง แก้ไขปัญหาชีวิตยังไง


       สำหรับคนแล้ว การวางแผนชีวิต สำคัญที่สุด และครอบคลุมเรื่องการเรียนไปด้วย  ดังนั้น ในที่นี้ เราจะเน้นกันถึงแต่การวางแผนชีวิต แต่ไม่พูดถึงการวางแผนการเรียน  สิ่งที่มีผลกับการดำเนินชีวิต
พ่อแม่ไม่ได้ เขียนโปรแกรม ไว้ภายในจิตใต้สำนึก 

ตั้งแต่ วันที่เด็กลืมตา มองเห็นพ่อกับแม่

และวิธีการเขียนโปรแกรม

นั่นก็คือ  "การเป็นตัวอย่าง" นั่นเอง

       ในวันที่เด็กลืมตา คือวันที่เค้าเรียนรู้ จดจำ ทุกย่างก้าว การแสดงออก ทุกการกระทำของพ่อแม่ จะเป็นเหมือนตราประทับ (หมึกถาวรเสียด้วย)

ถ้าพ่อแม่ 

มีสัมพันธ์ภาพระหว่างกัน ที่ไม่แน่นอน ทะเลาะกันบ่อย 

อนาคต ลูกเมื่อมีครอบครัว ก็จะมีผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

ถ้าพ่อแม่

มีปัญหาเรื่องการจัดการ บริหารการเงิน 

อนาคต ลูกก็จะมีปัญหาคล้ายๆกัน วนเวียน เหมือนโรคที่แก้ไม่หาย

เราอาจเรียกได้ว่า นี่เป็นการโปรแกรมทางจิต แบบนึงครับ 

        เช่น เมื่อลูก มองเห็นพ่อแม่ ทะเลาะกันบ่อยๆ ด้วยปัญหาเรื่องเงินและหนี้สิน
เด็กจะจับคู่ เหตุและผลเข้าด้วยกัน แบบอัติโนมัติ 

นั่นคือ 

เงิน = การทะเลาะ = ความทุกช์ =  คนเราต้องวิ่งหนีทุกข์ = ต้องกำจัดเงิน

      เมื่อเค้าโตขึ้น ทำงาน ได้เงิน ยิ่งมากเท่าไหร่ จิตใต้สำนึกจะแสดงผลตามกระบวนการแบบเงียบๆ 

        เพราะการมีเงิน หมายถึงความทุกข์ ( ความจริงเป็นแค่ความหมายที่เรามอบให้มันเอง )  จิตใต้สำนึกจะทำงานให้สัมพันธ์กับความคิดของเจ้าของ โดยการหาทุกวิธีทาง เพื่อกำจัดเงินนั้นออกไปให้หมด หรือให้มากที่สุด อาจรวมถึงเป็นหนี้ เพื่อให้ตัวเอง ยังสามารถอยู่ในขอบเขตความสบายใจต่อไปได้ ด้วยการใช้จ่ายหรือซื้อของสิ้นเปลืองเพื่อความสบายใจ

       และที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ กระบวนการนี้ จะวนเวียนไปชั่วชีวิต ( จนกว่าจะรู้ตัว แล้วแก้จากต้นเหตุ )

เพราะมันถูกฝังโปรแกรมลงไป 

ในจิตใต้สำนึก

มองไม่เห็น แต่มันควบคุมเราอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ข้อสรุปที่ง่ายที่สุด ก็คือ อยากให้ลูกเป็นคนยังไง พ่อแม่ ก็ต้องเป็นต้นแบบในเรื่องนั้นๆเช่นเดียวกัน

และถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบไหน ก็ต้องหลีกเลี่ยง ที่จะทำแบบนั้นให้ลูกเห็น


ครูเสก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก


Thursday, February 12, 2015

พัฒนาการ จุดเริ่มต้น และ จุดสิ้นสุด

          ในบ้านเรานั้น ผมไม่แน่ใจนักว่า จะมทีพ่อแม่ซักกี่คน ที่จะเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ ของคำว่า "พัฒนาการและการเลี้ยงลูก" ให้เหมาะสม แต่มองจากประสบการณ์หลายปี ที่คลุกคลีอยู่กับเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากมายนั้น เห็นได้ชัดว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้น ยัง 

"ไร้ทิศทาง" 

ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในเรื่องพัฒนาการ  หนักไปกว่านั้น ที่คนใกล้ชิดนี่แหละ ที่ กลายเป็นคน
"ขัดขวางพัฒนาการ" 

ของลูกไปเสียเอง เพราะ

"ยึดติด" 

สืบทอด ทัศนคติของตนเอง หรือ วิธีการเลี้ยงดูอบรมมาจากคนรุ่นก่อน ที่ตนเองก็ไม่เคยคิดไตร่ตรอง ว่าถูกต้องหรือไม่ ส่งผลกระทบอย่างไร  และ 

"หลงทาง"

         ไปกับภาวะการแข่งขัน และค่านิยมความเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ ที่เน้นหนักไปแต่เรื่อง "การศึกษา" จนทำให้ละเลยสิ่งยิ่งกว่า ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนๆหนึ่งมีความสุข หรือสำเร็จได้ง่ายกว่า คนที่มุ่งไปแต่กับการเรียน

           แต่ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดลงไป ผมอยากจะออกตัวไว้ก่อนว่า จากประโยคด้านบน ผมไม่ได้มีความคิดต่อต้าน หรือมองว่า คนเราไม่ควรเรียนหนังสือนะครับ อย่าเข้าใจผิดนะครับ แต่กลับกัน การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับชีวิต เพียงแต่ มันมีอะไรบางอย่าง ที่ดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล ในเรื่องที่ผู้ปกครองมองและเข้าใจ เกี่ยวกับ การศึกษา นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อสารออกไป 

          หากเราเทียบ คนกับตึกอาคาร พัฒนาการก็คงเทียบได้กับ โครงสร้างของตึก ผมคงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ ว่า โครงสร้างสำคัญยังไง ที่เราเห็นมีข่าว ตึกที่นั่นที่นี่ถล่ม เพียงแต่ โครงสร้างของคน มัน ซับซ้อนกว่า ตึก มันมีทั้งเรื่องอารมณ์ พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม หลายๆปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง และก็ควบคุมยากเสียด้วย

        ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผมมีเกี่ยวกับ พัฒนาการและความเป็นไปของเด็ก และผลกระทบของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก มาสะท้อนให้ทุกคนเห็น เข้าใจ ปรับเปลี่ยน รวมถึงเรียนรู้หลายๆสิ่งไปพร้อมๆกัน เกี่ยวกับการสร้างคนๆหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่มือเก่า ญาติพี่น้อง พ่อแม่มือใหม่ ผู้นำกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ผมเชื่อว่าความรู้เหล่านี้ จะสร้างประโยชน์ได้อย่างแน่นอน 

        เพราะในปัจจุบันนั้น โลกและสังคมเราเปลี่ยนไปในทางรุนแรง ก้าวร้าว เห็นแก่ตัว แล้งน้ำใจ การเลียนแบบแต่ด้านลบ การตัดสิน แก้ปัญหาด้วยกำลังและความตาย หรือแม้กระทั่งหยิบยื่นความเจ็บปวดและความตายให้ผู้อื่น โดยที่ไม่รู้สึกผิดถูก การฉ้อโกง    ดังนั้นเราทุกๆคนต้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบไปกับเรื่องเหล่านี้ และหาหนทางสร้างเด็กรุ่นใหม่ ให้เป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีงาม เพื่อช่วยกันรักษาสังคมที่น่าอยู่กันต่อไป

       หากทุกคนเห็นภาพและเข้าใจ ในสิ่งที่ผมสื่อให้เห็น ผมเชื่อว่า เด็กหลายคน จะสามารถดึง พลังแฝง หรือ ศักยภาพ ออกมาใช้พัฒนาการชีวิตตนเอง ครอบครัว สังคม แม้กระทั่งโลกใบนี้ มากกว่า ที่เค้าจะโตขึ้น เป็นคนธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนความทุกข์ยาก (ในใจ) ความตึงเครียด การไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต หรือแค่เกิดมา มีสถานะเหมือนหุ่นเชิด ที่ต้องคอย 

"เป็น ทำ มี" 

ในสิ่งที่พ่อแม่คอยกำหนด กะเกณฑ์ เพียงเพื่อ

"เติมเต็มภาวะขาดของ พ่อแม่" 

        ซึ่งไม่ใช่ชีวิตของเด็กคนนั้นจริงๆ  แล้ววันนึง เด็กคนนั้นก็แก่ลง และถ่ายทอด สิ่งที่ไม่สมบูรณ์มาจากพ่อแม่ไปสู่คนรุ่นถัดไป แล้วก็ตาย ส่งต่อ มรดก อะไรบางอย่าง แล้วก็พัฒนากันไปแต่ในส่วน สัญชาติญาณดิบ หรืออารมณ์ด้านลบเท่านั้น

เปิดใจ และ ไตร่ตรอง คือก้าวแรกที่ผมอยากให้มีพร้อมๆกันครับ

ครูเสก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก