โดยธรรมชาติแล้ว พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการให้ลูก เป็นคนที่ดี เก่ง มีความสามารถ สามารถพัฒนาต่อยอดสิ่งต่างๆในชีวิตได้ รวมไปถึงการประสบความสำเร็จในชีวิต
จึงเกิดค่านิยม การแข่งขัน และเทคนิค มากมาย เพื่อฝึกฝน พัฒนา เช่นการเรียน การอบรม ฝึกทักษะแทบทุกด้าน เพื่อให้ลูกเป็นดั่งใจฝัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นได้ในชีวิตประจำวันของเด็กส่วนใหญ่ ที่เวลาชีวิตส่วนใหญ่ คือ เรียนๆๆๆ แม้แต่กิจกรรมที่มีธรรมชาติในด้านช่วยผ่อนคลาย เช่นเล่นดนตรี กีฬา ก็ยังถูกเปลี่ยนจากการผ่อนคลายกลายเป็นหน้าที่ไป
ก่อนที่จะลงลึกไปถึงรายละเอียด มีบางอย่างที่ต้องอธิบายให้เห็นภาพ นั่นคือ โดยธรรมชาติอีกเช่นกัน ที่เป็นเรื่อง คู่ตรงข้าม
มีบน ก็มีล่าง
มีซ้าย ก็มีขวา
มีเล็ก ก็มีใหญ่
มีใน ก็มีนอก
มีดี มีเลว
มีรวย มีจน
มีเด่น มีด้อย
มีดี มีเลว
มีรวย มีจน
มีเด่น มีด้อย
เป็นไปไม่ได้เลย ที่ธรรมชาติจะมีแค่ด้านใด ด้านหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีล่าง ก็ย่อมไม่มีบน
แต่สำคัญไปกว่านั้น ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ตระหนัก ก็คือ
สิ่งที่มองไม่เห็น มักจะมีพลัง และส่งผลกับชีวิต มากกว่าสิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้ พลังแบบมหาศาลเสียด้วย
สำหรับคน
ปัจจัยที่อยู่ข้างใน ก็สำคัญกว่าปัจจัยภายนอก เช่นกัน เพราะสิ่งที่อยู่ภายใน ก็คือตัวกำหนด วิธีการดำเนินชีวิต ทัศนคติ อารมณ์ การมองโลก การแก้ปัญหา ฯลฯ
สิ่งภายในที่มองไม่เห็น นั้นก็คือ
จิตใต้สำนึก
และเพราะมันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้
คนส่วนใหญ่ จึงละเลย พ่อแม่ส่วนใหญ่ ก็ละเลย
และไปหวังพึ่ง กระบวนการ เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาเด็ก ที่มาจากภายนอก
แบบ 100%
สิ่งที่พ่อแม่มักทำเสมอ นั่นคือ วางแผนการเรียน
แต่
ลืม วางแผนชีวิต
พ่อแม่คิดอย่างเดียว ว่า
อยากให้ลูกเป็นอะไร นักธุรกิจ หมอ ทนายความ ว่ากันไปตามค่านิยม
แต่ไม่ได้วางแผน ที่จะให้ลูกเป็นคนยังไง มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตยังไง แก้ไขปัญหาชีวิตยังไง
สำหรับคนแล้ว การวางแผนชีวิต สำคัญที่สุด และครอบคลุมเรื่องการเรียนไปด้วย ดังนั้น ในที่นี้ เราจะเน้นกันถึงแต่การวางแผนชีวิต แต่ไม่พูดถึงการวางแผนการเรียน สิ่งที่มีผลกับการดำเนินชีวิต
พ่อแม่ไม่ได้ เขียนโปรแกรม ไว้ภายในจิตใต้สำนึก
ตั้งแต่ วันที่เด็กลืมตา มองเห็นพ่อกับแม่
และวิธีการเขียนโปรแกรม
นั่นก็คือ "การเป็นตัวอย่าง" นั่นเอง
ในวันที่เด็กลืมตา คือวันที่เค้าเรียนรู้ จดจำ ทุกย่างก้าว การแสดงออก ทุกการกระทำของพ่อแม่ จะเป็นเหมือนตราประทับ (หมึกถาวรเสียด้วย)
ถ้าพ่อแม่
มีสัมพันธ์ภาพระหว่างกัน ที่ไม่แน่นอน ทะเลาะกันบ่อย
อนาคต ลูกเมื่อมีครอบครัว ก็จะมีผลลัพธ์อย่างเดียวกัน
ถ้าพ่อแม่
มีปัญหาเรื่องการจัดการ บริหารการเงิน
อนาคต ลูกก็จะมีปัญหาคล้ายๆกัน วนเวียน เหมือนโรคที่แก้ไม่หาย
เราอาจเรียกได้ว่า นี่เป็นการโปรแกรมทางจิต แบบนึงครับ
เช่น เมื่อลูก มองเห็นพ่อแม่ ทะเลาะกันบ่อยๆ ด้วยปัญหาเรื่องเงินและหนี้สิน
เด็กจะจับคู่ เหตุและผลเข้าด้วยกัน แบบอัติโนมัติ
นั่นคือ
เงิน = การทะเลาะ = ความทุกช์ = คนเราต้องวิ่งหนีทุกข์ = ต้องกำจัดเงิน
เมื่อเค้าโตขึ้น ทำงาน ได้เงิน ยิ่งมากเท่าไหร่ จิตใต้สำนึกจะแสดงผลตามกระบวนการแบบเงียบๆ
เพราะการมีเงิน หมายถึงความทุกข์ ( ความจริงเป็นแค่ความหมายที่เรามอบให้มันเอง ) จิตใต้สำนึกจะทำงานให้สัมพันธ์กับความคิดของเจ้าของ โดยการหาทุกวิธีทาง เพื่อกำจัดเงินนั้นออกไปให้หมด หรือให้มากที่สุด อาจรวมถึงเป็นหนี้ เพื่อให้ตัวเอง ยังสามารถอยู่ในขอบเขตความสบายใจต่อไปได้ ด้วยการใช้จ่ายหรือซื้อของสิ้นเปลืองเพื่อความสบายใจ
และที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ กระบวนการนี้ จะวนเวียนไปชั่วชีวิต ( จนกว่าจะรู้ตัว แล้วแก้จากต้นเหตุ )
เพราะมันถูกฝังโปรแกรมลงไป
ในจิตใต้สำนึก
มองไม่เห็น แต่มันควบคุมเราอยู่ตลอดเวลา
มองไม่เห็น แต่มันควบคุมเราอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น ข้อสรุปที่ง่ายที่สุด ก็คือ อยากให้ลูกเป็นคนยังไง พ่อแม่ ก็ต้องเป็นต้นแบบในเรื่องนั้นๆเช่นเดียวกัน
และถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบไหน ก็ต้องหลีกเลี่ยง ที่จะทำแบบนั้นให้ลูกเห็น
ครูเสก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
No comments:
Post a Comment